694 views

เปิดโปง ’10-year challenge’ มี Facebook เป็นเบื้องหลังใช่หรือไม่?

หากคุณได้ใช้โซเชียลคุณจะเห็นเทรนด์ใน Facebook, Instagram และ Twitter ที่ให้คนโพสต์หน้าโปรไฟล์ในอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วเทียบกับปัจจุบัน ซึ่งผมได้เขียนวิจารณ์ลงในทวิตเตอร์แล้วมันก็ได้รับความสนใจขึ้นมา ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะอ้างว่ามีมนั่นจะมีอันตรายแต่อย่างใด ผมเพียงแต่ทราบว่าประเด็นเรื่อง Facial Recognition เป็นเรื่องที่คนควรทราบเอาไว้เท่านั้น

เราจำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่เราแชร์ออกไปทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง ซึ่งก็มีคนเห็นต่างประมาณว่าข้อมูลพวกนี้มันก็มีให้เห็นอยู่แล้ว และอันนี้ฟังดูจะเป็นการต่อต้านมากที่สุดคือ “ข้อมูลพวกนั้นก็มีอยู่แล้ว Facebook มีรูปโปรไฟล์ของทุกคนน่ะแหละ” ซึ่งก็ถูกนะ จากมีม คนทั่วไปจะทำการโพสต์รูปตัวเองเมื่อสิบปีก่อนเทียบกับรูปปัจจุบัน

ซึ่งเป็นการทำให้รูปพวกนี้ถูกอัพโหลดขึ้นไปและส่วนใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายด้วย

มาเข้าประเด็นกันเลย

ลองนึกภาพว่าคุณต้องการฝึกอัลกอรึธึมเกี่ยวกับ Facial Recognition โดยฝึกการเปลี่ยนไปของใบหน้าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น (เช่น คนเราจะหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น) คุณก็ต้องการเซ็ตข้อมูลมหาศาลของรูปใบหน้าของคนในช่วงอายุที่จำเพาะสัก 10 ปี เป็นไง ซึ่งโดยปกติแล้ว เราก็ไม่ได้ใส่หน้าโปรไฟล์เรียงตามวันที่หรืออะไร จริงมั้ย มันอาจเป็นรูปหมาแมว การ์ตูน ภาพอะไรสักอย่าง หรือในอีกแง่หนึ่ง มีมนี่เป็นการสร้างเซ็ตข้อมูลรูปก่อนและหลังที่ได้รับการปรับมาแล้ว ฟังดูเป็นไงบ้าง 

ยังไม่พอรูปโปรไฟล์บน Facebook อาจไม่ตรงกับวันที่โพสต์ ต่อให้ใช้ EXIF ก็ไม่อาจการันตีความถูกต้องได้ นั่นเป็นเพราะคนเราถ่ายรูปกันแบบออฟไลน์ไง พอถ่ายแล้วก็ค่อยมาลง ดังนั้น มีม ’10 YEAR CHALLENGE’ ยังทำให้เราระบุรายละเอียดที่ยิ่งไปกว่าวันที่เสียอีก เช่น (“เรา ที่มหาลัยปี 2008กับพี่ชาย/เราที่งานแต่งที่โรงแรมดัง ธันวาคม 2018) เห็นมั้ยว่ามีมนี่ทำให้เกิดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องโดยผู้โพสต์เองซึ่งเป็นข้อมูลเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และปัจจุบัน

แน่นอนว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่ออกมาแสดงความเห็น บ้างก็วิจารณ์ว่ามันเป็นก้อนขยะชิ้นโต แต่นักวิจัยด้านข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ทราบกันดีว่ามันมีค่าเพียงใด เนื่องจากแฮชแทคมันกลายเป็นไวรัล มันทำให้คุณสามารถเชื่อข้อมูลเหล่านั้นว่าผ่านการตรวจสอบมาแล้วระดับหนึ่ง โดยรูปปริมาณมหาศาลนี้อัลกอริธึมสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าควรจะเลือกใบหน้าคนอย่างไร เช่นว่าหากคุณทำการอัพโหลดหน้าแมวเมื่อ 10 ปีที่แล้วและหน้าปัจจุบัน ซึ่งเพื่อนผมเค้าทำ อัลกอริธึมก็สามารถหยิบรูปพวกนี้ทิ้งไปได้เลย เพราะมันไม่ใช่คนไง ซึ่งทาง Facebook ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรกับ #10YearChallenge โดยกล่าวว่าผู้ใช้เป็นคนทำแฮชเทคแล้วมันก็ได้รับความนิยมเอง ซึ่งทางโฆษกได้ออกมาแถลงว่า “Facebook ไม่ได้เป็นคนเริ่ม มีมที่ใช้รูปที่มีอยู่บนเฟสบุ๊คอยู่แล้ว ทาง Facebook ไม่ได้อะไรจากมีมนี้เลย (ยกเว้นทำให้เราคิดถึงเทรนในปี 2009) และขอย้ำอีกครั้งว่าผู้ใช้ Facebook สามารถเลือกที่จะปิดฟีเจอร์ facial recognition ได้ตลอดเวลา” แต่เราอย่าลืมกรณีของ Cambridge Analytica ที่ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯก็แล้วกัน

ผมขอยกกรณีการใช้ Facial Recognition ที่สามารถเป็นไปได้สามกรณี หนึ่งคือการใช้อย่างเหมาะสม อีกหนึ่งคือการใช้ตามกระแส และอีกหนึ่งคือความเสี่ยง

กรณีแรก เทคโนโลยี Facial Recognition สามารถนำมาช่วยหาเด็กที่หายตัวไป เช่นเมื่อปีที่แล้วตำรวจในนิวเดลีรายงานว่าสามารถติดตามเด็กสูญหายกว่า 3,000 คนได้ในเวลาเพียงสี่วันโดยใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition ซึ่งหากเด็กสูญหายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ใบหน้าอาจเปลี่ยนไปเล็กน้อยทำให้คนจำได้น้อยลง ดังนั้นด้วยอัลกอริธึมนี้ มันมีประโยชน์อย่างมหาศาลจริงๆ 

กรณีที่สอง การวิเคราะห์อายุอาจมีประโยชน์ในด้านการหาเป้าหมายในการโฆษณา โดยอาจมีการตั้งป้ายโฆษณาที่ติดกล้องแล้วทำการแสดงผลที่จำเพาะต่ออายุ ในทางกลับกันกล้องก็ทำการเก็บข้อมูลของคนที่ผ่านไปมาทั้งปฏิกิริยา พฤติกรรมการจับจ่าย ซึ่งอาจเป็นการติดตามหรือตามติดชีวิตที่ไม่โอเค

สุดท้าย เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ มันก็เป็นไปได้ว่าจะมีการใช้ในทางที่ผิด ซึ่งการจดจำใบหน้านี้อาจถูกนำมาเป็นตัวประเมินประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เช่นว่าคุณดูแก่กว่าอายุจริง

ดังนั้นคุณอาจจะมีความเสี่ยงสูงทำให้คุณถูกปฏิเสธจากบริษัทประกัน 

ตั้งแต่ Amazon ได้มีบริการ facial recognition แบบเรียลไทม์ซึ่งได้ขายให้กับทางการเพื่อใช้ในการติดตามคนร้าย แต่ก็มองได้อีกมุมนึงว่าตำรวจก็สามารถนำมันมาติดตามสามัญชนได้เช่นเดียวกัน โดยทาง American Civil Liberties Union ได้ขอร้องให้ Amazon หยุดให้บริการดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นและพนักงานก็ได้ขอร้องให้ทางบริษัทหยุดให้บริการเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่าเป็นเหตุผลด้านความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร 

เนื่องจากเทคโนโลยีมีผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจประเด็นสำคัญของมัน อย่างในกรณีมีมที่ว่านี้ เราทุกคนกลายเป็นแหล่งของข้อมูล ซึ่งจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร ดังนั้นคุณควรรู้ว่าใครสามารถเข้าถึงรูปของคุณได้แล้วมีวัตถุประสงค์อะไร 

สรุปก็คือ มนุษย์เป็นแหล่งข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีจะเสาะแสวงหาได้ในโลกนี้ เราต้องรู้เท่าทันและจัดการข้อมูลของตัวเราด้วยความระมัดระวัง

ทุกวันนี้คนเราเชื่อมต่อกันผ่านโลกออนไลน์ ข้อมูลทั้งหมดก็เปรียบเสมือนพลังงานให้แก่นักธุรกิจสมองใสที่สามารถมองเห็นช่องทางในการเอาไปใช้ประโยชน์ เราควรเรียกร้องให้ธุรกิจให้ใช้ข้อมูลของเราด้วยความระมัดระวังในทุกด้าน แต่ตัวเราเองก็ควรจัดการข้อมูลของตัวเองด้วยความระมัดระวังเช่นกัน

WIRED